~Meaw & More~

Icon

Reactive blogger (~and more~)

Surrogate Post: เสียดาย… ‘พฤษภา 35’ ไม่ได้ขีดเส้นใต้

คนที่เคยนั่งดูโทรทัศน์ที่บ้าน เมื่อเดือนพฤษภา 2535 ยังจำได้ไหม เมื่อเวลาหนึ่ง โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ หยุดฉายภาพหน้าจอว่างๆ และ การอ่านข้อความที่จบลงด้วย ”โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง” หน้าจอเปล่าๆ ที่มีแต่เสียงเพลงปลุกใจ กลายเป็นการถ่ายทอดสดเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง ซึ่งนำความ ‘ปลื้มปิติ’ ณ ขณะนั้น มาให้คนหลายคน โดยที่ทั้งอดีต และอนาคต ที่จะมีเหตุการณ์”เผชิญหน้า”เกิดขึ้น ในพื้นที่สาธารณะ ณ เมืองหลวงของประเทศ เหตุการณ์นั้นกลายเป็น ‘บรรทัดฐาน’ ใหม่ทางการเมืองไทย ที่ส่งผลต่อเนื่องยาวนาน โดยที่คนที่มีส่วนร่วมในเดือนพฤษภานั้น (แค่เพียงบางคนเท่านั้น) อาจรู้สึกหนาวสะท้าน มาจนถึง พฤษภานี้

สิ่งที่เกิดขึ้นในสายตา ”เด็กหญิง” เดือนพฤษภา ผ่านสายตา “นางสาว” ได้รับการยืนยันในเมื่อเรียนประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็แทบจะท่องจำการปฏิวัติ รัฐประหาร แทบนับไม่ได้ เรียกว่าหากให้ตอบข้อสอบว่าประเทศไทยมีการปฏิวัติกี่ครั้ง นักศึกษาขี้เกียจจำ ก็คงสอบตก แน่นอนว่ายังไม่นับการอภิวัฒน์ เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้น ของการชักกะเย่อระหว่างกลุ่มอำนาจทั้งหลายในสังคมไทย เพียงแต่เพิ่มผู้เล่นเช่น รัฐบาล รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว. และนายทุนใหญ่ ขึ้นมาตามโอกาสอันเหมาะสม

ประเทศไทย (โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ) ผ่านพ้นเหตุการณ์ “ปิติ” มาด้วยเลือดและความสูญเสียแล้วกี่ครั้ง ในสายตาของผู้สูญเสีย และ”ญาติวีรชน” พวกเขาเห็นว่ามันเป็นความปิติหรือเปล่า หรือมันเป็นความปิติของชาติ และความสูญเสียของประชาชน ซึ่งเมื่อเทียบอัตราส่วนแล้ว กลายเป็น “คนไม่กี่คน” แต่ละครั้งที่เกิดเหตุการณ์ “ฟ้าหลังฝน” เรามีความทรงจำทางการเมืองอย่างไร และความทรงจำทางการเมืองนั้น กำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งของบุคคลและของการเมืองมหภาคอย่างไร

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2550 ฉันเดินเข้าห้องสมุดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ในร้านขายนำ้ดื่มและขนม มีโทรทัศน์เปิด ASTV และมีนักศึกษาจำนวนหนึ่งกำลังนั่งดู สองวันถัดมาระหว่างนั่งรถแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ ก็มีข่าวว่า หากเกิดความขัดแย้งของผู้ชุมนุมเลยเถิด ทหารอาจต้องใช้ “ยาแรง”

จะต้องหาฟ้ากี่ฟ้า ฝนกี่ฝน จึงทำให้ เห็นสิ่งที่เดือนพฤษภาเน้น แต่ไม่ได้ขีดเส้นใต้ แล้วเอาปากกาไฮไลท์ขีดทับ เมื่อภาคประชาชนเดือนพฤษภาตั้งใจจะต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่ เมื่อเหตุการณ์เลยจุดที่ความเสียหายไม่อาจหวนกลับ ปากกาแดงที่ขีดเส้นใต้และลงไฮไลท์สีแสบตาให้กับประวัติศาสตร์กระแสหลัก ไม่ได้ทิ้งนำ้หนักให้กับการต่อสู้ของภาคประชาชนเท่าที่ควรเป็น

เมื่อถึงบรรทัดนี้ อยากให้ผู้อ่านลองนึกว่า หากจะให้จัดลำดับความอ่อน-เข้ม ของความถี่ในการพูดถึงเหตุการณ์พฤษภา 35 ตามความรับรู้ของผู้อ่าน เหตุการณ์ไหนมาแรงที่สุด เหตุการณ์ไหนถูกนำเสนอมากที่สุด เหตุการณ์ไหนยืนยง คงทน ในการเขียนประวัติศาสตร์ และสื่อกระแสหลักมากที่สุด

ถ้าเรามองเห็นเหตุการณ์เดียวกัน ผู้เขียนเชื่อว่า ก็เหตุการณ์นั้นแหละ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราได้การปฏิวัติ ที่ไม่เสียเลือดเนื้อ ครั้งล่าสุด

จุดจบของพฤษภา 35 กลายเป็นอีกจุดหนึ่งของการสร้างความชอบธรรมทางการเมือง ตราบใดที่มีข้ออ้างว่า การแทรกแซงทางการเมือง เช่นการปฏิวัติเป็นทางออกที่ไม่เสียเลือดเนื้อ การแทรกแซงนั้นเป็นสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับได้ ไม่ว่าจะเป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตยหรือไม่ เราก็พร้อมยอมรับว่า นี่เป็นข้อดี หรือความโชคดีของประชาธิปไตยแบบไทย ทั้งๆ ที่ประวัติศาสตร์การเมืองหลังจากประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย เต็มไปด้วยการเสียเลือดเนื้อ ไปจนถึงเสียสละส่วนน้อย เพื่อส่วนใหญ่ โดยเชื่อว่า ถ้าเสียงข้างมากเป็นหนึ่งในหลักการของประชาธิปไตย เสียงข้างน้อยก็ต้องถูกบังคับให้ “เจ็บ” เพื่อชาติ ด้วยการตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต ตามนัยของพุทธศาสนาแห่งรัฐ(ชาติ)

ภาคประชาชนบางส่วนเชื่อและได้รับข้อมูลอันทำให้เชื่อว่าการแทรกแซงทางการเมืองที่ยอมรับได้ เพื่อป้องกันการปะทะ และการเผชิญหน้า หรือป้องกันความแตกแยกในบ้านเมือง จนถึงขั้นเสียเลือดเนื้อ เป็นทางออกที่น่าพึงพอใจมากกว่าการกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกโดยภาคประชาชน จากการเรียกร้องให้เผด็จการลาออก ในสมัยเดือนพฤษภา กลายเป็นการเรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติ ให้มีการใช้มาตรา 7 เป็นต้น

พลังประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตย เมื่อเดือนพฤษภา 35 กับพลังประชาชนที่เรียกร้องการแทรกแซงเพื่อขับไล่รัฐบาลทักษิณ ได้รับผลพวงคล้ายๆ กัน คือนายกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นายก”ปลอดการเมือง” และรัฐบาลเทคโนแครต พร้อมกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังจากนั้น ทุกคนที่อยากเลือกตั้งก็จะไปเลือกตั้ง พรรคการเมืองเข้ามาบริหารประเทศ นายทุนเข้ามาเป็นนักการเมือง เกิดการทุจริตประพฤติมิชอบ ประชาชนออกมาไล่นักการเมือง เดี๋ยวนี้เขาไม่ใช้การล้อมปราบ แต่ใช้ม็อบชนม็อบ ม็อบตีกันไปตีกันมา เกิดความตึงเครียด … มีเสียง ”เตือน” ว่าถ้าไม่ม็อบกันดีๆ ต้องมีการแทรกแซง แต่ก็มีการสร้างแรงกดดันให้เห็นว่าตอนนี้ประเทศชาติต้องการคนกู้วิกฤตอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่วิกฤตของจริงสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ตอนนี้คือวิกฤตเรื่องปากท้องข้าวของแพง

หรือเรากลัวว่าจะ ”ซ้ำรอย”พฤษภา

ในสมัยหนึ่ง ถ้าเด็กทำตัวไม่ดี พ่อแม่บางคนจะขู่ว่า “เดี๋ยว ตำรวจจับนะ” “เดี๋ยวพ่อแม่ไม่รักนะ” เป็นต้น เช่นเดียวกัน การที่มีเสียงเตือนเสียงขู่ว่า “ไม่แน่นะ ถ้าไม่จัดการเรื่องนี้ เรื่องนั้น อาจมีปฏิวัติ” หรือเมื่อมีการลงข่าวว่า “ทหารรู้สึกไม่สบายใจ…” ผู้คนก็เดาไปต่างๆ นานา พฤษภา 35 จึงถูกบิดเบือน ถูกใช้ให้เป็นเครื่องมือขู่เด็ก เป็นตัวอย่างของความสูญเสีย โดยไม่ต้องออกชื่อเดือนพฤษภาด้วยซ้ำ เพียงพูดถึงความวุ่นวาย ความแตกแยก ความแตก”สามัคคี” อันเกิดจากการม็อบของคนไม่กี่พันกี่หมื่น หรือการปะทะของกลุ่มที่ไม่เห็นตรงกันเท่านั้น

หากแผลเป็นอย่างเดือนพฤษภา ถูกเล่าและขีดเส้นใต้ในฐานะการสูญเสีย ความวุ่นวายที่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนไม่สามารถรับมือได้ เส้นที่ขีดเน้น ”ความสำเร็จ” ที่ทำให้พฤษภา 35 นำไปสู่ประชาธิปไตย ในประวัติศาสตร์และสื่อกระแสหลัก ก็อาจไม่ได้ให้เครดิตภาคประชาชนอย่างที่ควรเป็น บางครั้ง การนำเสนอการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน ในฐานะจุดเริ่มต้น ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยการแทรกแซงจากภายนอกมาสร้างความสงบสุขเป็น “ตัวปิดเกมส์” หากความรับรู้ของคนส่วนหนึ่งเป็นเช่นนี้ ความเชื่อและการตัดสินใจทางการเมืองของพวกเขาจะเป็นเช่นไร

ไม่ผิดที่เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาซ้ำอีก ไม่ผิดที่เราไม่อยากเสียเลือดเนื้อ แต่การสร้างความเป็นจริงว่าการชุมนุม การเผชิญหน้าทุกครั้ง จะผลิตซ้ำความวิตกว่าจะเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภา เพื่อหากทางลัด หรือทางลง ที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เท่ากับเป็นการย่ำยีความพยายาม และการเสียสละของคนเดือนพฤษภา ที่ไม่มีใครในประวัติศาสตร์และการเมืองกระแสหลักขีดเส้นใต้ จนความสำเร็จของภาคประชาชนกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าเล็กๆ ของคนบางกลุ่มในสายธารเชี่ยวกรากที่พยายามลบบทบาทของภาคประชาชนออกไป

แทนที่จะกลัวซ้ำรอยพฤษภา โดยการตัดตอน ไม่ยอมให้เกิดการเผชิญหน้า เราน่าจะตั้งคำถามดังๆ ว่า ทำอย่างไร จึงสามารถสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเดือนพฤษภา 35 โดยไม่มีการใช้ความรุนแรงจากรัฐ และโดยไม่ผลักดันหรือเปิดช่องทางให้สร้างเงื่อนไขให้้เกิดการแทรกแซงที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

ฟ้าหลังฝน(เทียม?)

วันนี้หากยังมีเค้าของพายุฝนบนราชดำเนินอีกครั้ง ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่าฝนปลายพฤษภาจะเป็นฝนแท้ที่ตกเมื่อถึงฤดูหรือฝนเทียม ที่มีการสร้างเมฆ ปล่อยสารเคมีให้ฝนตกถูกที่ ถูกเวลาโดยเฉพาะ ภาพของความรุนแรงระหว่างประชาชนกับประชาชนที่ออกมาอย่างสุดแสนจงใจ การเน้นย้ำประเด็นเพื่อสร้างความชอบธรรมในเรียกร้องให้เกิดการแทรกแซง แทนที่จะเรียกร้องให้ “ลาออก” เพียงอย่างเดียว การเล่นประเด็นที่ใครไม่เข้าร่วม หรือไม่เห็นด้วย อาจถูกประณามว่าเป็นคนไม่รักชาติ เป็นต้น การสร้างเงื่อนไขเช่นนี้ หากนำไปสู่การแทรกแซงอย่างเป็นไม่เป็นประชาธิปไตย ก็เท่ากับเป็นการท้าทายจิตวิญญาณของผู้ที่เข้ามาประท้วง เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย โดยวิธีที่เป็นประชาธิปไตยเดือนพฤษภา 35

หากการเรียกร้องประชาธิปไตย โดยวิธีที่เป็นประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ถูกตัดตอนไปจากการนำเสนอประวัติศาสตร์เดือนพฤษภา ก็คงถึงเวลาที่เราจะขีดเส้นใต้ “ โดยวิธีที่เป็นประชาธิปไตย” ย้อนหลัง ให้คนเดือนพฤษภาด้วย

Advertisements

Filed under: Political Sciences

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: